หาสำนักบัญชี ทำบัญชีรายเดือน เปิดบริษัทใหม่ ปรึกษาบัญชีและภาษีกับเราฟรีเปิดบริษัทใหม่ ทำบัญชีรายเดือน ปรึกษาฟรีได้เลยวันนี้
ความรู้บัญชี
ทำบัญชีเบื้องต้นสำหรับเจ้าของกิจการ เริ่มอย่างไรให้เป็นระบบ
เผยแพร่ 19 กรกฎาคม 2569 · อัปเดต 10 สิงหาคม 2569
ตรวจทานความถูกต้องโดยทีมงานบัญชีทอง · อัปเดตล่าสุด 10 สิงหาคม 2569
การทำบัญชีไม่ใช่แค่การจดรายรับรายจ่าย แต่คือการจัดข้อมูลให้รู้ว่าธุรกิจกำลังทำกำไรหรือมีเงินสดพอหรือไม่ บทความนี้สรุปแนวทางเริ่มต้นสำหรับร้านค้า ธุรกิจบริการ ฟรีแลนซ์ และ SME ในไทย
ข้อมูลสำคัญโดยสรุป
- เริ่มจากแยกบัญชีธนาคารและค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากธุรกิจ เพื่อให้เห็นผลประกอบการจริง
- เอกสารทุกใบควรระบุว่าเกิดจากอะไร ใครเป็นคู่ค้า และเกี่ยวข้องกับรายได้หรือค่าใช้จ่ายรายการใด
- ควรบันทึกธุรกรรมให้สม่ำเสมอและกระทบยอดกับเงินฝากธนาคาร ไม่รอรวบยอดตอนสิ้นปี
- ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีเงื่อนไขเฉพาะ ต้องตรวจประเภทกิจการและรายการที่จ่ายก่อนยื่นแบบ
- ถ้าธุรกิจมีหลายช่องทางขาย หลายสาขา สต็อก หรือเอกสารค้างหลายเดือน ควรให้ผู้ทำบัญชีช่วยวางระบบตั้งแต่ต้น
การทำบัญชีคืออะไร และช่วยเจ้าของกิจการอย่างไร
การทำบัญชีคือการรวบรวม ตรวจสอบ และบันทึกรายการทางการเงินของธุรกิจอย่างเป็นระบบ เช่น ยอดขาย ค่าจ้าง ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง เงินกู้ และเงินที่ลูกค้ายังค้างชำระ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปสรุปเป็นรายงานที่ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพการเงินชัดขึ้น
สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก บัญชีที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ซับซ้อน แต่ต้องเริ่มจากข้อมูลที่ครบ แยกธุรกิจกับเรื่องส่วนตัว และบันทึกอย่างต่อเนื่อง เมื่อข้อมูลเป็นระบบแล้วจึงค่อยต่อยอดไปสู่การวิเคราะห์กำไร กระแสเงินสด การวางแผนภาษี และการตัดสินใจขยายกิจการ
- รู้ยอดขายและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน
- ตรวจว่ากำไรทางบัญชีกับเงินสดที่เหลืออยู่แตกต่างกันเพราะอะไร
- เตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นภาษีและจัดทำงบการเงินได้รวดเร็วขึ้น
- ใช้ประกอบการขอสินเชื่อ ติดต่อคู่ค้า หรือวางแผนลงทุนในธุรกิจ
ขั้นตอนเริ่มทำบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
เจ้าของกิจการสามารถเริ่มวางระบบจากลำดับด้านล่าง แล้วค่อยเพิ่มรายละเอียดให้เหมาะกับประเภทกิจการของตัวเอง ร้านอาหารจะต้องติดตามวัตถุดิบและยอดขายหน้าร้านมากกว่าฟรีแลนซ์ ส่วนร้านค้าออนไลน์อาจต้องแยกยอดจากหลายแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมการขาย
| ลำดับ | สิ่งที่ต้องทำ | ตัวอย่างข้อมูลที่ควรเก็บ |
|---|---|---|
| 1 | แยกเงินส่วนตัวกับธุรกิจ | บัญชีธนาคารธุรกิจ บัตรที่ใช้จ่ายงาน และเงินที่เจ้าของนำมาลงทุน |
| 2 | กำหนดหมวดบัญชี | รายได้จากการขาย ค่าเช่า ค่าจ้าง ค่าวัตถุดิบ ค่าโฆษณา และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม |
| 3 | รวบรวมเอกสาร | ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย ใบรับเงิน และหลักฐานโอนเงิน |
| 4 | บันทึกธุรกรรม | วันที่ รายการ จำนวนเงิน ช่องทางรับจ่าย และเลขที่เอกสาร |
| 5 | ตรวจสอบยอด | เทียบกับ statement เงินสด สต็อก ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ |
| 6 | สรุปผลรายเดือน | ยอดขาย ค่าใช้จ่าย กำไรขาดทุน เงินสดคงเหลือ และภาษีที่เกี่ยวข้อง |
1. แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว
การใช้บัญชีเดียวกันทำให้แยกได้ยากว่าเงินก้อนใดเป็นยอดขาย เงินก้อนใดเป็นเงินส่วนตัว และรายการใดเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ เมื่อถึงเวลาสรุปบัญชี เจ้าของอาจต้องไล่ค้นรายการย้อนหลังจำนวนมาก และเสี่ยงบันทึกยอดผิดหมวด
เปิดบัญชีที่ใช้รับเงินจากลูกค้าและจ่ายค่าใช้จ่ายของกิจการโดยเฉพาะ หากเจ้าของต้องนำเงินออกมาใช้ส่วนตัว ให้บันทึกเป็นการถอนเงินหรือเงินเดือนตามรูปแบบของกิจการ ไม่ควรปล่อยให้เป็นรายการที่อธิบายไม่ได้
2. เลือกวิธีและเครื่องมือให้เหมาะกับขนาดธุรกิจ
ธุรกิจที่มีรายการไม่มากอาจเริ่มจากตารางบันทึกรายรับรายจ่ายที่ออกแบบหมวดไว้ชัดเจนได้ แต่เมื่อมีสินค้าคงเหลือ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ เงินกู้ หรือธุรกรรมหลายช่องทาง การใช้โปรแกรมบัญชีจะช่วยลดการตกหล่นและทำให้ตรวจสอบย้อนหลังง่ายขึ้น
ไม่ว่าจะใช้ตารางคำนวณหรือโปรแกรมบัญชี ควรกำหนดผู้รับผิดชอบ รอบเวลาการบันทึก และรูปแบบการตั้งชื่อไฟล์ให้เหมือนกันทุกเดือน เครื่องมือที่ดีจะช่วยจัดข้อมูล แต่ไม่สามารถทดแทนการตรวจเอกสารและการตัดสินใจว่ารายการนั้นเป็นของธุรกิจหรือไม่
- ธุรกิจเริ่มต้น: ตารางบันทึกรายการที่มีวันที่ รายการ รายรับ รายจ่าย และหลักฐานอ้างอิง
- ธุรกิจที่มีรายการประจำ: โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมต่อเอกสารและรายงานรายเดือน
- ธุรกิจหลายช่องทาง: ระบบที่แยกยอดขาย ค่าธรรมเนียม สต็อก และการโอนเงินแต่ละช่องทางได้
- ธุรกิจที่มีความซับซ้อน: ให้ผู้ทำบัญชีช่วยออกแบบผังบัญชีและขั้นตอนอนุมัติเอกสาร
3. บันทึกรายรับและค่าใช้จ่ายให้ครบ
การบันทึกยอดเงินเข้าอย่างเดียวไม่ใช่บัญชีที่สะท้อนผลประกอบการ เพราะธุรกิจยังมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย ควรบันทึกแต่ละรายการโดยระบุวันที่เกิดรายการ วันที่รับหรือจ่ายเงินจริง คู่ค้า จำนวนเงิน ภาษีที่เกี่ยวข้อง และเลขที่เอกสารถ้ามี
หมวดบัญชีควรสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ เช่น ร้านอาหารอาจแยกวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าบรรจุภัณฑ์ ร้านค้าออนไลน์ควรแยกต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ส่วนฟรีแลนซ์ควรแยกรายได้ตามโครงการและต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อรับงานนั้น
- รายได้: ขายสินค้า ค่าบริการ เงินมัดจำ และรายได้อื่นของกิจการ
- ต้นทุน: สินค้าที่ขาย วัตถุดิบ ค่าแรงหน้างาน และต้นทุนตามโครงการ
- ค่าใช้จ่าย: ค่าเช่า เงินเดือน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าโฆษณา และค่าธรรมเนียมธนาคาร
- รายการที่ไม่ใช่รายได้หรือค่าใช้จ่าย: เงินกู้ เงินลงทุนของเจ้าของ เงินถอนใช้ส่วนตัว และการโอนเงินระหว่างบัญชี
4. จัดเก็บเอกสารบัญชีและหลักฐานการจ่ายเงิน
เอกสารช่วยตอบคำถามว่ารายการนั้นเกิดขึ้นจริง เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร และมีจำนวนเงินเท่าใด ควรเก็บใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบรับเงิน ใบสำคัญจ่าย สัญญา ใบสั่งซื้อ หลักฐานการโอนเงิน และรายงานจากแพลตฟอร์มขายสินค้าให้เชื่อมโยงกับรายการในบัญชี
จัดโฟลเดอร์แยกตามปี เดือน และประเภทเอกสาร พร้อมตั้งชื่อไฟล์ที่ค้นหาได้ เช่น วันที่_คู่ค้า_จำนวนเงิน และสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อยอีกหนึ่งแห่ง หากเป็นเอกสารภาษีหรือเอกสารที่ใช้จัดทำบัญชี ควรตรวจระยะเวลาการเก็บรักษาตามกฎหมายและคำแนะนำของผู้ทำบัญชีของกิจการ
- สแกนหรือถ่ายภาพเอกสารทันทีเมื่อได้รับ ไม่รอจนสิ้นเดือน
- แนบหลักฐานการโอนกับใบเสร็จหรือใบแจ้งหนี้รายการเดียวกัน
- เขียนคำอธิบายเพิ่มเมื่อใบเสร็จไม่ระบุชัดว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไร
- ห้ามใช้เอกสารส่วนตัวแทนเอกสารของกิจการโดยไม่มีหลักฐานประกอบ
5. ตรวจภาษีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่เริ่มขายหรือให้บริการ
ข้อมูลบัญชีเป็นฐานสำคัญของการยื่นภาษี แต่การมีรายได้ไม่ได้หมายความว่าทุกรายการจะใช้หลักภาษีเหมือนกัน ต้องพิจารณาสถานะของกิจการ ประเภทคู่ค้า ลักษณะการจ่ายเงิน และเอกสารของแต่ละรายการ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม: กรมสรรพากรระบุว่าผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกินเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นและรายละเอียดของกิจการแต่ละประเภท จึงควรตรวจเงื่อนไขล่าสุดก่อนสรุปว่าต้องจดหรือไม่
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อธุรกิจจ่ายเงินบางประเภทให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล อาจมีหน้าที่หักและนำส่งภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงควรเก็บข้อมูลผู้รับเงิน ประเภทเงินได้ และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ครบ ไม่ควรเดาอัตราจากรายการครั้งก่อน
- กำหนดปฏิทินภาษีรายเดือนและผู้รับผิดชอบก่อนถึงกำหนดส่ง
- ตรวจความสอดคล้องระหว่างยอดขาย ใบกำกับภาษี รายการรับเงิน และรายงานจากระบบขาย
- แยกเอกสารภาษีซื้อ ภาษีขาย และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ค้นหาได้
- หากพบว่ายื่นผิดหรือลืมยื่น ให้ตรวจยอดและแนวทางยื่นแบบเพิ่มเติมโดยเร็ว
6. กระทบยอดและอ่านรายงานทุกเดือน
หลังบันทึกรายการแล้ว ให้เทียบยอดในบัญชีกับ statement ของธนาคาร เงินสดหน้าร้าน รายงานจากแพลตฟอร์มขายสินค้า และเอกสารลูกหนี้เจ้าหนี้ หากยอดไม่ตรงควรหาสาเหตุทันที เช่น รายการยังไม่บันทึก ค่าธรรมเนียมถูกหักอัตโนมัติ โอนเงินข้ามบัญชี หรือบันทึกซ้ำ
รายงานที่เจ้าของกิจการควรดูอย่างน้อยคือรายได้และค่าใช้จ่าย กำไรขาดทุน เงินสดคงเหลือ ลูกหนี้ที่ยังไม่เก็บ และเจ้าหนี้ที่ใกล้ถึงกำหนด การดูตัวเลขทุกเดือนช่วยให้เห็นสัญญาณก่อนปัญหาจะใหญ่ เช่น ยอดขายเพิ่มแต่เงินสดลดลง หรือค่าโฆษณาเพิ่มเร็วกว่ายอดกำไร
ทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชีดี
การทำเองเหมาะกับธุรกิจที่มีรายการไม่มาก เจ้าของมีเวลา และเข้าใจเอกสารกับภาษีที่เกี่ยวข้อง แต่ควรวางระบบให้คนอื่นรับช่วงต่อได้ ไม่ควรเก็บข้อมูลไว้ในความจำหรือในโทรศัพท์ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น หากกำลังชั่งใจว่าจะจ้างดีไหม อ่านต่อเรื่องจ้างสำนักงานบัญชีครั้งแรก ต้องดูอะไรบ้าง หรือดูบริการรับทำบัญชีรายเดือน
การให้บริการรับทำบัญชีช่วยดูแลเหมาะเมื่อธุรกิจเริ่มมีหลายช่องทางขาย มีพนักงาน มี VAT มีการหัก ณ ที่จ่าย มีสต็อก หรือเจ้าของไม่มีเวลาตรวจรายการทุกเดือน ค่าใช้จ่ายของบริการควรแลกกับระบบเอกสารที่ตรวจสอบได้ รายงานที่อ่านเข้าใจ และการแจ้งเตือนภาษีที่ตรงเวลา
- ทำเองได้: รายการน้อย เอกสารครบ เงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวแยกกัน และมีเวลาตรวจทุกเดือน
- ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ไม่แน่ใจเรื่อง VAT หัก ณ ที่จ่าย การรับรู้รายได้ หรือค่าใช้จ่ายที่นำมาคำนวณภาษี
- ควรให้สำนักงานบัญชีช่วย: บัญชีย้อนหลังหลายเดือน เอกสารหาย งบค้างส่ง หรือธุรกิจมีหลายสาขาและหลายระบบ
เช็กลิสต์ทำบัญชีรายเดือนสำหรับเจ้าของกิจการ
ก่อนปิดงานของแต่ละเดือน ลองตรวจรายการต่อไปนี้ให้ครบ อยากได้เทคนิคจัดระบบให้เร็วขึ้น อ่านต่อเรื่อง10 เทคนิคทำบัญชีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
- รวบรวมใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ และหลักฐานรับจ่ายของเดือนนั้น
- บันทึกยอดขายทุกช่องทาง รวมถึงเงินสด โอน บัตร และแพลตฟอร์มออนไลน์
- แยกต้นทุนและค่าใช้จ่ายตามหมวด ไม่รวมรายการส่วนตัวไว้ในค่าใช้จ่ายธุรกิจ
- กระทบยอดบัญชีธนาคาร เงินสด สต็อก ลูกหนี้ และเจ้าหนี้
- ตรวจว่ามีรายการที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
- สรุปกำไรขาดทุนและเงินสดคงเหลือ แล้วบันทึกประเด็นที่ต้องติดตามเดือนถัดไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้บัญชีธนาคารเดียวกับเงินส่วนตัว แล้วค่อยพยายามแยกรายการย้อนหลังตอนยื่นภาษี
- บันทึกเฉพาะยอดขายแต่ไม่บันทึกต้นทุน ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้เข้าใจกำไรสูงเกินจริง
- เก็บสลิปโอนเงินโดยไม่ระบุว่าเป็นรายการใด ทำให้ตรวจสอบคู่ค้าและวัตถุประสงค์ของค่าใช้จ่ายไม่ได้
- รอรวบรวมเอกสารตอนสิ้นปี จนใบกำกับภาษีตกหล่นและไม่รู้ว่าเดือนไหนมีรายการผิด
- คัดลอกอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากรายการเดิมโดยไม่ตรวจประเภทเงินได้และสถานะของผู้รับเงิน
คำถามที่พบบ่อย
เจ้าของกิจการรายเล็กทำบัญชีเองได้ไหม?
ทำได้หากมีรายการไม่มาก เอกสารครบ และมีเวลาบันทึกกับตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ แต่ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเมื่อต้องจัดการ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สต็อก ลูกหนี้เจ้าหนี้ หรือภาระการยื่นงบการเงินของนิติบุคคล
บัญชีรายรับรายจ่ายควรมีข้อมูลอะไรบ้าง?
อย่างน้อยควรมีวันที่เกิดรายการ รายละเอียดรายการ จำนวนเงิน ช่องทางรับหรือจ่าย ชื่อคู่ค้า หมวดบัญชี และเลขที่หรือชื่อไฟล์เอกสารอ้างอิง หากมี VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่ายควรบันทึกข้อมูลภาษีแยกไว้ด้วย
ต้องเก็บเอกสารบัญชีในรูปแบบกระดาษเท่านั้นหรือไม่?
ควรจัดเก็บเอกสารให้ค้นหาและตรวจสอบได้ โดยธุรกิจจำนวนมากใช้ไฟล์ดิจิทัลร่วมกับระบบจัดเก็บออนไลน์ได้ แต่เอกสารบางประเภทมีรูปแบบและข้อกำหนดเฉพาะ จึงควรตรวจหลักเกณฑ์ที่ใช้กับกิจการและประเภทเอกสารนั้น รวมถึงสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
ทำไมกำไรในบัญชีกับเงินในธนาคารจึงไม่เท่ากัน?
กำไรคำนวณจากรายได้และค่าใช้จ่ายตามหลักบัญชี ส่วนเงินในธนาคารเปลี่ยนจากการรับจ่ายเงินจริง จึงอาจต่างกันเพราะลูกหนี้ยังไม่จ่าย เงินมัดจำ สินค้าคงเหลือ เงินกู้ เงินลงทุนของเจ้าของ หรือรายการที่โอนระหว่างบัญชี
บทความที่เกี่ยวข้อง
ภาษี
รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT และไม่จดมีโทษอะไรบ้าง
ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สรุปเกณฑ์ ขั้นตอน และความเสี่ยงหากไม่จดให้ครบในบทความนี้
ภาษี
หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ สรุปทุกอัตราที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีหลายอัตราตามประเภทเงินได้ สรุปอัตราที่พบบ่อย วิธีนำส่ง และความแตกต่างระหว่าง ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53
ภาษี
ยื่นภาษีผิดแก้ยังไง ยื่นเพิ่มเติมได้ไหม สรุปวิธีแก้ทุกกรณี
ยื่นภาษีผิดหรือลืมยื่นแก้ได้เกือบทุกกรณีด้วยการยื่นแบบเพิ่มเติม ยิ่งแก้เร็วเงินเพิ่มยิ่งน้อย เพราะเงินเพิ่มคิดในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ บทความนี้เจาะเฉพาะกรณียื่นแล้วแต่ผิดหรือลืมยื่น ส่วนพื้นฐานเรื่องการยื่น ภ.พ.30 มีอธิบายไว้แยกอีกบทความ
ต้องการความช่วยเหลือเรื่องนี้จากทีมงานโดยตรง?
บัญชีทองมีบริการที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้โดยตรง ปรึกษาฟรีก่อนตัดสินใจได้