เปิดบริษัทใหม่ ทำบัญชีรายเดือน ปรึกษาฟรีได้เลยวันนี้

เอกสารธุรกิจขนส่งและนำเข้า-ส่งออก

Bill of Lading (B/L) คืออะไร ต่างจากใบขนสินค้าอย่างไร และฝ่ายบัญชีต้องเก็บอะไร

เผยแพร่ 12 กันยายน 2569

ตรวจทานความถูกต้องโดยทีมงานบัญชีทอง · อัปเดตล่าสุด 12 กันยายน 2569

อธิบาย Bill of Lading หรือใบตราส่งสินค้า หน้าที่ของเอกสาร ผู้เกี่ยวข้อง จุดตรวจเทียบกับ invoice packing list ใบขน และผลต่อบัญชีนำเข้า-ส่งออก

Bill of Lading หรือ B/L คืออะไร

Bill of Lading หรือ B/L คือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับขนส่งสินค้าทางทะเล โดยใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงระหว่างผู้ส่ง ผู้รับ ผู้ขนส่ง และผู้เกี่ยวข้องกับ shipment รายละเอียด เช่น เลขที่ B/L ผู้ส่ง ผู้รับ สินค้า จำนวนหีบห่อ ท่าเรือ และเงื่อนไขการขนส่งต้องอ่านตามเอกสารฉบับจริง.

B/L ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนใบกำกับภาษีหรือใบขนสินค้า และผลทางการค้าอาจขึ้นกับชนิดเอกสารและเงื่อนไขสัญญา จึงไม่ควรนำคำอธิบายทั่วไปไปใช้ตัดสินสิทธิหรือการปล่อยของในทุก shipment.

  • ใช้ระบุข้อมูล shipment และผู้เกี่ยวข้อง
  • เชื่อมการรับขนส่งกับ invoice และ packing list
  • เป็นหลักฐานประกอบพิธีการตามกรณี
  • ต้องตรวจชนิด B/L และเงื่อนไขของคู่สัญญา

ใครเป็นผู้จัดทำและใครต้องตรวจ B/L

ข้อมูล B/L มักมาจากผู้ส่งหรือผู้จัดการขนส่ง แล้วออกโดยผู้ขนส่งหรือตัวแทนตามรูปแบบการขนส่ง ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ชิปปิ้ง ธนาคาร และบริษัทประกันอาจต้องใช้ข้อมูลคนละส่วน ดังนั้นทุกฝ่ายควรตรวจข้อมูลที่ตนรับผิดชอบก่อนส่งต่อ.

ฝ่ายจัดซื้อหรือโลจิสติกส์ควรตรวจข้อมูล shipment ส่วนฝ่ายบัญชีควรตรวจความสอดคล้องกับเอกสารซื้อและต้นทุน อย่าให้ฝ่ายบัญชีแก้ข้อมูลต้นทางเองเพื่อให้ตัวเลขตรง เพราะอาจทำให้เอกสารศุลกากรและเอกสารการเงินไม่ตรงกัน.

ผู้เกี่ยวข้องจุดที่ควรตรวจ
ผู้ส่ง/ผู้ขายชื่อสินค้า จำนวน และผู้รับ
ผู้ขนส่ง/ตัวแทนเลข B/L และเส้นทาง
ผู้นำเข้าข้อมูลผู้รับและเอกสารซื้อ
ฝ่ายบัญชีมูลค่า ต้นทุน และการอ้างอิงข้ามเอกสาร

B/L ต่างจาก Invoice, Packing List และใบขนสินค้าอย่างไร

Invoice เป็นเอกสารการซื้อขายและมูลค่า ส่วน Packing List อธิบายการบรรจุหีบห่อและจำนวนสินค้า B/L เป็นเอกสารการขนส่ง และใบขนสินค้าเป็นข้อมูลที่ใช้ในพิธีการศุลกากร แต่ละฉบับจึงมีหน้าที่และผู้ออกต่างกัน แม้ต้องอ้างอิง shipment เดียวกัน.

ข้อมูลที่ควรสอดคล้อง ได้แก่ ผู้ขาย ผู้ซื้อ รายละเอียดสินค้า จำนวน น้ำหนัก เลขอ้างอิง และเส้นทาง หากพบความต่างให้ระบุว่าเป็นความต่างจากหน่วยนับ การแบ่ง shipment การแก้ไขเอกสาร หรือข้อมูลผิดจริง แล้วขอคำชี้แจงก่อนใช้คำนวณต้นทุน.

เอกสารหน้าที่หลักไม่ควรใช้แทน
B/Lการขนส่งสินค้าใบกำกับภาษี
Commercial Invoiceการซื้อขาย/มูลค่าใบขนทุกข้อมูล
Packing Listหีบห่อและจำนวนหลักฐานชำระเงิน
ใบขนสินค้าพิธีการศุลกากรเอกสารการขนส่งทั้งหมด

ข้อมูลบน B/L ที่ฝ่ายบัญชีควรตรวจให้ตรง

ก่อนบันทึกต้นทุนหรือเจ้าหนี้ ให้ตรวจเลขที่ B/L, วันที่, ผู้ส่ง, ผู้รับ, notify party, ท่าเรือต้นทางและปลายทาง, รายละเอียดสินค้า, จำนวนหีบห่อ, น้ำหนัก, container/seal และเงื่อนไขค่าระวางตามที่มีในเอกสาร การตรวจไม่จำเป็นต้องตีความทุกช่อง แต่ต้องรู้ว่าช่องใดกระทบรายการบัญชี.

หากเป็น Master B/L และ House B/L ให้เก็บความสัมพันธ์ของเลขทั้งสอง ไม่ใช้เลขใดเลขหนึ่งแทนทั้งหมดโดยไม่ตรวจ shipment เดียวกัน เพราะตัวแทนขนส่งหรือชิปปิ้งอาจใช้เลขอ้างอิงคนละระดับ.

  • เลข B/L และเลขอ้างอิง shipment
  • ชื่อและที่อยู่ผู้ส่ง/ผู้รับ
  • รายละเอียดและจำนวนสินค้า
  • ท่าเรือ เส้นทาง และวันขนส่ง
  • ค่า freight และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

B/L เกี่ยวข้องกับต้นทุนนำเข้าอย่างไร

B/L ช่วยเชื่อมการขนส่งกับใบซื้อ ใบขนสินค้า ค่าระวาง และค่าใช้จ่ายหน้าด่าน จึงเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาว่าต้นทุนใดเกิดกับ shipment ใด แต่ B/L เพียงฉบับเดียวไม่ได้ตอบว่ารายการใดเป็นต้นทุนสินค้า ภาษีซื้อ หรือค่าใช้จ่ายทางบัญชี.

ให้ผู้ทำบัญชีใช้ invoice ใบขน ใบเสร็จศุลกากร ใบแจ้งหนี้ผู้ขนส่ง และหลักฐานชำระเงินประกอบกัน โดยบันทึกตามเอกสารจริงและนโยบายบัญชีของกิจการ ไม่ใช้ค่าระวางหรืออัตราแลกเปลี่ยนจากการคาดเดา.

B/L กับพิธีการศุลกากร: อย่าสับสนหน้าที่เอกสาร

กรมศุลกากรอาจกำหนดให้ข้อมูลใบตราส่งเป็นเอกสารหรือข้อมูลประกอบการจัดทำใบขนในบางกรณี แต่ B/L ไม่ได้แทนใบขนสินค้า การยื่นข้อมูล หรือใบอนุญาตของสินค้าควบคุมโดยอัตโนมัติ เอกสารที่ต้องใช้ขึ้นกับประเภทสินค้า วิธีขนส่ง และประกาศที่ใช้ในเวลานั้น.

ธุรกิจควรให้ผู้นำเข้าหรือตัวแทนออกของตรวจรายการเอกสารกับกรมศุลกากรโดยตรง และส่งชุดที่ผ่านการตรวจให้บัญชี อย่าอ้างบทความทั่วไปเพื่อยืนยันว่าของทุกชนิดใช้เอกสารชุดเดียวกัน. ดูต่อที่ ใบขนสินค้าขาเข้า-ขาออก.

เมื่อ B/L ข้อมูลไม่ตรง ต้องแก้อย่างไร

ให้หยุดการสรุปต้นทุนหรือการส่งข้อมูลที่อาศัยเอกสารชุดนั้นก่อน แล้วระบุช่องที่ไม่ตรง เปรียบเทียบกับ invoice, packing list, booking และใบขนสินค้า จากนั้นขอคำชี้แจงหรือฉบับแก้ไขจากผู้มีอำนาจออกเอกสาร.

เก็บฉบับเดิม ฉบับแก้ไข วันที่แก้ และอีเมลหรือหนังสือชี้แจงไว้ด้วยกัน ไม่ลบไฟล์เดิมหรือแก้ PDF โดยไม่มีร่องรอย เพราะเอกสารขนส่งต้องตรวจย้อนกลับได้.

  • ระบุจุดที่ต่างและผลกระทบ
  • ตรวจเอกสารต้นทางทั้งหมด
  • ขอฉบับแก้ไขจากผู้ออก
  • แจ้งบัญชีและตัวแทนออกของ
  • เก็บ version และเหตุผลการแก้ไข

แฟ้มเอกสาร B/L สำหรับฝ่ายบัญชีและโลจิสติกส์

จัดแฟ้มตามเลข shipment หรือเลขอ้างอิงที่ทุกฝ่ายใช้ร่วมกัน แล้วเก็บ B/L, invoice, packing list, ใบขน, ใบเสร็จ/หลักฐานศุลกากร, freight invoice, หลักฐานชำระเงิน และเอกสารประกันถ้ามีในชุดเดียวกัน การจัดแฟ้มนี้ช่วยลดการบันทึกต้นทุนผิด shipment.

ระยะเวลาเก็บรักษาต้องตรวจตามกฎหมายบัญชี ภาษี ศุลกากร และนโยบายบริษัท ณ เวลานั้น อย่าใส่จำนวนปีตายตัวหากยังไม่ได้ยืนยันกับแหล่งราชการ ให้ปรึกษา บริการโลจิสติกส์ หรือ บริการนำเข้า-ส่งออก เมื่อเอกสารหลายฝ่ายไม่ตรงกัน.

  • B/L ฉบับที่ใช้จริงและฉบับแก้ไข
  • Commercial Invoice และ Packing List
  • ใบขนสินค้าและเอกสารศุลกากร
  • ใบแจ้งหนี้ค่าระวาง/ค่าใช้จ่าย
  • หลักฐานชำระเงินและการกระทบยอด

คำถามที่พบบ่อย

Bill of Lading ใช้แทนใบขนสินค้าได้ไหม

ไม่ได้ เป็นเอกสารคนละหน้าที่ B/L เกี่ยวกับการขนส่ง ส่วนใบขนสินค้าเกี่ยวกับข้อมูลและพิธีการศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่ใช้กับรายการนั้น.

B/L ใช้แทนใบกำกับภาษีได้หรือไม่

ไม่ได้โดยอัตโนมัติ B/L เป็นเอกสารขนส่งและหลักฐานประกอบ shipment ไม่ใช่เอกสารภาษีขายหรือเอกสารภาษีค่าบริการ.

B/L กับ invoice ต่างกันต้องแก้อันไหน

ต้องตรวจต้นทางและข้อเท็จจริงก่อนว่าเอกสารใดผิดหรือใช้หน่วย/ shipment ต่างกัน แล้วขอฉบับแก้ไขจากผู้ออก ไม่ควรเลือกแก้จากเอกสารที่ทำบัญชีสะดวกกว่า.

Master B/L กับ House B/L ต้องเก็บทั้งคู่ไหม

ควรเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ shipment และตรวจความสัมพันธ์ของเลขทั้งสองตามกรณี เพราะแต่ละฉบับอาจอ้างอิงระดับผู้ขนส่งหรือผู้รับจัดการขนส่งต่างกัน.

B/L มีผลต่อการบันทึกต้นทุนนำเข้าอย่างไร

ช่วยเชื่อมการขนส่งกับต้นทุนและเอกสารศุลกากร แต่ไม่ใช่หลักฐานเดียวในการตัดสินว่ารายการใดเป็นต้นทุน ภาษีซื้อ หรือค่าใช้จ่าย ต้องดูเอกสารชุดเต็ม.

B/L หายควรทำอย่างไร

ติดต่อผู้ขนส่งหรือตัวแทนขอสำเนาหรือเอกสารทดแทนตามขั้นตอนของ shipment นั้น พร้อมบันทึกเหตุการณ์และไม่ใช้เอกสารอื่นแทนโดยไม่มีการตรวจสอบ.