เปิดบริษัทใหม่ ทำบัญชีรายเดือน ปรึกษาฟรีได้เลยวันนี้

ภาษี

ภาษีร้านค้าออนไลน์ ฉบับเข้าใจง่ายสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์

เผยแพร่ 20 กรกฎาคม 2569 · อัปเดต 10 สิงหาคม 2569

ตรวจทานความถูกต้องโดยทีมงานบัญชีทอง · อัปเดตล่าสุด 10 สิงหาคม 2569

ขายของออนไลน์ผ่าน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ต้องจด VAT ตอนไหน และควรขายในนามบุคคลหรือเปลี่ยนเป็นบริษัท สรุปให้เข้าใจง่ายในบทความเดียว

ข้อมูลสำคัญโดยสรุป

  • ใครต้องทำ: ผู้ขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • ใช้เอกสารอะไร: รายงานยอดขายจากแพลตฟอร์ม สลิปโอนเงิน และหลักฐานต้นทุนสินค้า
  • ทำเมื่อไหร่: ยื่นภาษีเงินได้ตามรอบของสถานะกิจการ และจด VAT ภายใน 30 วันหากรายได้เกินเกณฑ์
  • มีค่าใช้จ่ายหมวดไหนบ้าง: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามสถานะกิจการ และภาษีมูลค่าเพิ่มหากจด VAT แล้ว
  • ไม่ทำแล้วเกิดอะไร: เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ หากรายได้เกินเกณฑ์แล้วไม่จด VAT หรือไม่ยื่นภาษีให้ครบ

ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

รายได้จากการขายของออนไลน์ถือเป็นเงินได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับการขายหน้าร้านทั่วไป ผู้ขายมีหน้าที่นำรายได้มารวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี ไม่ว่าจะขายในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และหากรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดยังมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมด้วย

ร้านค้าออนไลน์ต้องจด VAT ไหม

ผู้ขายที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ไม่ว่าจะขายผ่านแพลตฟอร์มใดหรือหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันก็ตาม โดยนับรวมยอดขายจากทุกช่องทางเข้าด้วยกันเพื่อพิจารณาเกณฑ์นี้ ไม่ใช่แยกนับตามแต่ละแพลตฟอร์ม อ่านต่อเรื่องรายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT และไม่จดมีโทษอะไรบ้าง หรือดูบริการรับจดทะเบียน VAT

ขายของออนไลน์ในนามบุคคลหรือเปลี่ยนเป็นบริษัทดีกว่ากัน

ช่วงเริ่มต้นสามารถขายในนามบุคคลธรรมดาได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนบริษัท แต่เมื่อยอดขายเติบโตจนภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงกว่าภาษีนิติบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ หรือคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลต้องการใบกำกับภาษี ก็ควรพิจารณาจดทะเบียนบริษัท การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบควรทำโดยดูรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของร้านค้าประกอบกัน ไม่ใช่ตัดสินใจจากยอดขายอย่างเดียว หากกำลังชั่งใจระหว่างรูปแบบนิติบุคคล อ่านต่อเรื่องจดทะเบียนบริษัท หรือ จด หจก. แบบไหนดีกว่า และดูค่าใช้จ่ายได้ที่จดทะเบียนบริษัท ราคาเท่าไหร่ปี 2569

เอกสารที่ควรเก็บไว้สำหรับยื่นภาษีร้านค้าออนไลน์

ผู้ขายออนไลน์ควรเก็บเอกสารต่อไปนี้ไว้ประกอบการยื่นภาษีทุกปี

  • รายงานสรุปยอดขายจากแต่ละแพลตฟอร์มที่ใช้ขาย เช่น Seller Centre ของ Shopee หรือ Lazada
  • หลักฐานต้นทุนสินค้า เช่น ใบสั่งซื้อหรือใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์
  • หลักฐานค่าใช้จ่ายทางการตลาด เช่น ค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มหรือค่าคอมมิชชั่นแอฟฟิลิเอต
  • รายการเดินบัญชีธนาคารที่รับเงินจากการขาย เพื่อกระทบยอดกับรายงานขาย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • นับยอดขายแยกตามแต่ละแพลตฟอร์มแทนที่จะรวมทุกช่องทาง ทำให้ประเมินว่ายังไม่ถึงเกณฑ์ต้องจด VAT ทั้งที่รวมแล้วเกินแล้ว
  • ไม่แยกเงินที่ขายได้กับเงินส่วนตัว ทำให้ตรวจสอบรายได้จริงของร้านค้าได้ยากตอนยื่นภาษี
  • ลืมเก็บหลักฐานต้นทุนสินค้า ทำให้คำนวณกำไรสุทธิและภาษีที่ต้องจ่ายสูงกว่าความเป็นจริง

คำถามที่พบบ่อย

ขายของออนไลน์รายได้ไม่เยอะ ยังต้องยื่นภาษีไหม?

ต้องยื่น รายได้จากการขายออนไลน์ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีเช่นเดียวกับเงินได้ประเภทอื่น แม้จำนวนเงินจะไม่มากก็ยังมีหน้าที่ยื่นแบบตามที่กฎหมายกำหนด

ขายหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน นับรายได้รวมกันหรือแยกแพลตฟอร์ม?

ต้องนับรวมยอดขายจากทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเพื่อพิจารณาว่าถึงเกณฑ์ต้องจด VAT หรือไม่ ไม่สามารถแยกนับแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อให้ต่ำกว่าเกณฑ์ได้ เพราะรายได้ทั้งหมดถือเป็นของกิจการเดียวกัน

ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องจด VAT ควรจดล่วงหน้าเลยไหม?

ขึ้นอยู่กับลักษณะลูกค้า หากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคลที่ต้องการใบกำกับภาษี การจดก่อนอาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่หากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคทั่วไป การจดก่อนอาจเพิ่มภาระงานเอกสารโดยไม่จำเป็น ควรประเมินตามแผนการเติบโตของร้านค้า

ต้องการให้ช่วยดูแลภาษีร้านค้าออนไลน์ เริ่มต้นอย่างไร?

สามารถปรึกษาทีมงานเพื่อประเมินสถานะรายได้ปัจจุบัน ตรวจสอบว่าถึงเกณฑ์ต้องจด VAT หรือยัง และวางระบบบัญชีให้กระทบยอดขายจากทุกแพลตฟอร์มได้ถูกต้อง อ่านรายละเอียดบริการได้ที่หน้ารับทำบัญชีร้านค้าออนไลน์

แหล่งอ้างอิงทางการ

ต้องการความช่วยเหลือเรื่องนี้จากทีมงานโดยตรง?

บัญชีทองมีบริการที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้โดยตรง ปรึกษาฟรีก่อนตัดสินใจได้